#11 [Review] Bio Cellulose Apple Collagen Mask ภารกิจกู้หน้าพัง

สวัสดีค่ะ

จากปาร์ตี้วันเกิดที่ทำให้เราต้องนอนดึกมากกว่าปกติ และแต่งหน้าหนาหนักมาหลายวัน วันนี้เราจะมารีวิววิธีการกู้หน้าพังด้วย Bio Cellulose Apple Collagen Mask จาก TT Mask หรือ Timeless Truth Facial Mask ซึ่งเป็นมาส์กหน้าอันโด่งดังยอดขายอันดับหนึ่งจากประเทศไต้หวัน

product-2

product-back

product-front

Bio Cellulose Apple Collagen Mask เป็นมาส์กสูตรเข้มข้นสกัดจากแอปเปิ้ลที่ดีที่สุดจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สารสกัดแอปเปิ้ลจะช่วยฟื้นฟูผิวหน้าลดเลือนริ้วรอยและความหยาบกร้าน พร้อมทั้งทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่นและยังช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้กลับมาแลดูกระจ่างใส เนียนนุ่ม ตึงกระชับ อย่างเป็นธรรมชาติ

product

ได้รับรางวัลจากหลายๆสำนักการันตีความเริ่ดไว้อย่างดีค่ะ และรางวัลการันตีล่าสุดจาก 2016 Cleo Thailand Beauty Hall of Frame ว่าเป็น The Best Mask!

– Awards –
2016 Cleo Thailand Beauty Hall of Fame – Best Mask
2014 UK Pure Beauty Award Winner – Anti Aging
2014 Cosmetic Executive Women Insiders’ Choice Beauty Awards

ภายในซองจะมีมาส์ค 1 ชิ้น และเซรั่มบำรุงที่ให้มาอย่างจุใจ

วิธีการใช้จะอยู่ใน VDO นะคะ
ก่อนมาส์กล้างเครื่องสำอางค์ให้สะอาดก่อน และ มาส์กทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีค่ะ

ส่วนตัวเมื่อได้ลองใช้ Bio Cellulose Apple Collagen Mask ดูแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดหลังการใช้งานเลย
คือผิวนุ่มและดูสดใสขึ้น ช่วยฟื้นฟูผิวบางจุดที่อาจจะดูแห้งกร้านจากการพักผ่อนน้อยได้ค่ะ แต่อย่างไรก็แต่
การพักผ่อนให้เพียงพอและทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ดีนะคะ ^^

Before – After ช่วยให้หน้าดูกระจ่างใสขึ้นทันทีที่ใช้ประมาณ 20% ค่ะ

before

after

สามารถสั่งซื้อ Bio Cellulose Apple Collagen

ได้ทาง https://www.ttmask-th.com/ ค่า

จบ.

#10 [LifeStyle] My 26th Birthday

Dear. WP

เมื่อวานนี้ (27/01/2016) คือวันเกิดของเรา และเราได้อายุ 26 ปี บริบูรณ์อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วค่าา

เมื่อวานเรานัดกับเพื่อนๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมาเจอกัน
ไม่อยากเรียกว่าเพื่อนม.กรุงเทพ เพราะหลากหลายมหาวิทยาลัยเหลือเกิน
เป็นเพื่อนๆที่สนิทและใช้เวลาร่วมกันบ่อยๆสมัยเรียน
เห็นกันมาตั้งแต่อายุยังไม่ครบยี่สิบดี ตอนนี้ 26 แล้วค่ะ

เราเลือกจะใช้การแต่งหน้าลุคที่เน้นความคมชัดของตาและปากเป็นพิเศษ
เพราะเป็นงานกลางคืน

look

เราพยายามแต่งหน้าเพื่อเน้นความเนียนกริบของผิว เราลง full coverage foundation และใช้แป้งผสมรองพื้นเซทซ้ำอีกครั้ง
เราเลือกเน้นจุดเด่นเป็นปากและโคนขนตาล่างซึ่งปกติเราเป็นคนขนตาสั้นและบาง
เราใช้อายไลน์เนอร์วาดเส้นหลอกว่ามีขนตาล่างเพิ่มเพื่อให้โคนขนตาล่างดูหนาขึ้นอีก
เราทาอายไลน์เนอร์สีสว่างใต้ตาเพิ่มเพื่อเน้นให้เกิดความโดดเด่นมากขึ้น

ส่วนปากเราใช้ลิปสติกสีน้ำตาลทาเป็นพื้นและค่อยๆกดอายแชโด้วสีดำตามขอบเพื่อสร้างความ ombre
และผสมสีน้ำตาลกับแดงเพื่อทาลงบนกลางริมฝีปากเพิ่ม จบด้วยการเอาอายแชโด้วสีทองแตะเบาๆ ให้มีลูกเล่นมากขึ้น

ปิดท้ายด้วยการใช้คัตต้อนบัทจุ่มครีมคอนซีลเลอร์ที่ใช้ประจำ เก็บขอบปากที่อาจจะเลอะออกมาบ้างค่ะ

เรานัดกับเพื่อนที่ร้าน  Thonglor Yokocho トンロー横丁 เป็นร้านอิซากายะร้านนึงย่านทองหล่อ
ร้านตั้งอยู่ซอยทองหล่อ 18 เข้าไปประมาณ 50 เมตร ร้านจะตั้งอยู่บนตึก Benz Mall มีที่จอดรถประมาณนึง
จองไว้ 15 ที่ เลยได้ห้องส่วนตัวค่ะ ห้องใหญ่ระดับนึง ค่อนข้างเป็นส่วนตัวดี นั่งได้ทั้งแบบชันเข่าและห้อยขา

มาถึงคนแรกเลย เพราะหิวมากกก

20170127_184743

ถ้าคุณมาถึงร้านไม่เกิน 1 ทุ่ม จะได้พบกับโปร 1 แถม 2 สำหรับเบียร์ อาซาฮี และนี่คืออะไรซักอย่างเป็นโซดา + เหล้า + อะไรซักอย่างที่เป็นรสพีช กินคนเดียวหมดนี่เลย แอบมึนต้องตั้งสมาธิแป้บนึงเหมือนกัน

20170127_184924

และเมื่อคุณสั่งทาโกยากิ (ราคา 120บาท) พนักงานจะท้าคุณเป่ายิงชุ้บ
ถ้าคุณชนะ จะได้ลด 50% สามารถท้าเป่ายิงชุบได้ 1 ครั้ง ต่อ 1 จาน

img_20170127_235543_961

และนี่คืออาหารบางส่วนที่เราและเพื่อนๆสั่งมาลองกินกัน
อาหารค่อนข้างหลากหลายและมีความเป็นยุ่นสูงมาก

ต้องมีการสำเร็จพิธีกรรมก่อนการลงมือชำแหละอาหารแต่ละจาน

20170127_192941

ถ่ายรูปหมูกันพอประมาณ นั่งพูดคุยกันแบบชิวๆ หัวเราะครึกครื้นและเป็นโต๊ะที่เสียงดังมาก แต่ด้วยความเป็นส่วนตัวเลยไม่ได้รบกวนโต๊ะอื่นๆด้านนอกซักเท่าไหร่(รึเปล่า)

มื้อนี้เช็คบิลออกมาประมาณ 8000 บาท หารแล้วผู้ชายกินเบียร์โดนกันไปเกือบพัน สาวๆกินน้ำเปล่า โดนกันไปคนละห้าหกร้อยตามระเบียบ ถือว่าราคาไม่แรง สำหรับร้านอาหารในย่านนี้นะ แต่อิ่มมั้ยไม่แน่ใจ แต่เจ้าของวันเกิดอิ่มมาก 😀

จบของคาว ก็เลยไปตบท้ายด้วยของหวานกันตามประสากินคาวไม่กินหวานไม่ด้าย
ไปจบก่อนกลับกันที่ After You ทองหล่อซอย 13

ตกแต่งมาสวยๆ

20170127_23293620170127_233333

พอเริ่มจ้วงพร้อมกันเกือบสิบคนความสวยงามก็จบลง

20170127_233212

เป็นการบันทึกที่ยิ้มไปพิมพ์ไป เพราะมันเต็มไปด้วยความสุข เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสมัยเรียนหนังสือ

ชีวิตวัยมหาลัยเป็นวัยที่ลองอะไรเยอะแยะมากจริงๆ และเป็นช่วงวัยที่เราเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด
การแวดล้อมไปด้วยเพื่อนดีๆ ลองผิดลองถูก เมาหัวราน้ำไปพร้อมกันๆ แบกสังขารไปเรียนไปสอบแบบแฮ้งๆ
วันนี้ทุกคนเป็นผู้ใหญ่และพร้อมจะก้าวเดินไปอีกขึ้น พร้อมจะมีครอบครัวกันหมดแล้ว

ทุกครั้งที่เสียงหัวเราะดังขึ้น มันจะเป็นเป็นเสียงหัวเราะที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะแยะ
ชอบเวลาที่พูดถึงเรื่องเก่าๆ “มึงจำได้ปะ ตอนนั้น…”

ได้เจอเพื่อนที่โตมาพร้อมๆกัน มันให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ

ขอบคุณ ❤

img_20170128_081607_469

อันนี้คือสภาพหลังจากสวาปามอย่างโหดร้ายจนลิปหลุดหมดแล้ว
มองเห็นความสุขผ่านแววตาเรารึเปล่า? 🙂

จบ.

#9 [Review] Ashley Cosmetics : Cheek Cream กับลุคสาวลึกลับน่าค้นหา

สวัสดีค่า

วันนี้จะมารีวิว รีวิวเครื่องสำอางค์แบรนด์แรกเลย ไม่เคยรีวิวมาก่อน
ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

Ashley Cosmetics เป็นแบรนด์เครื่องสำอางค์ราคาย่อมเยาว์ที่เราเห็นผ่านตาในอีฟแอนด์บอยบ่อยๆค่ะ
วันนี้ก็เลยลองหยิบเจ้า Cheek Cream มาแต่งและใช้ประโยชน์ถึง 3 จุดด้วยกัน

แพคเกจเป็นพลาสติกฝาลายดอกไม้ค่ะ เราไม่ค่อยชอบดีไซน์เท่าไหร่

producrt-side

เมื่อเปิดฝาผลิตภัณฑ์มาจะพบกับ บรัชออนเนื้อครีม  อันนี้เป็นเบอร์ 05 สีชมพูอมม่วงค่ะ

product-open-final

ไซส์ขนาดเล็กพกพาได้ น้ำหนักค่อนข้างเบา

product-size

ลอง Swatch สีบนหน้าแขน จะเห็นว่ามีเม็ดสีอยู่เยอะในระดับนึงค่ะ ออกแนวใสๆ ปาดแล้วตบๆจะได้ลุคผิวแบบสุขภาพดี กลิ่นจะออกฟรุตตี้ๆนิดนึง

swatch

เมื่อสัมผัสกับเนื้อผลิตภัณฑ์รู้สึกว่ามันมีความชมพูใสๆแบบกำลังดี เราเลยจับเจ้าแอชลีย์ ครีมชีค เนี่ย มาสังคายนาบนใบหน้าทั้งบริเวณแก้ม ปาก และใช้เป็นไพรเมอร์บนเปลือกตาและบริเวณใต้ตาเพื่อขับสีชมพูได้โดดเด่นออกมาด้วยค่ะ

เริ่มจากการเตรียมผิวหน้าปกติด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประจำอยู่เลยค่ะ

apply-foundation-final

จากนั้นใช้แอชลีย์ ครีม ชีค by Ashley Cosmetics ทาบนบริเวณหนังตา และใต้ตา ตบเบาๆลงบนพวงแก้ม(อย่าปาดนะคะ การตบจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ซึมเข้าผิวได้ดีกว่า และไม่ไปกวนเนื้อรองพื้นกับคอนซีลที่ลงไปแล้วด้วยค่ะ การปาดจะทำให้หลุดออกมาทั้งยวง) และทาบนริมฝีปาก

product

apply-on-cheek-finalapply-on-lid-finalapply-lips-final

ค่อยๆกดอายแชโด้วสีชมพูซ้ำบนหนังตาและใช้สีน้ำตาลสร้างกรอบเบ้าตา แอชลีย์ครีมชีค ที่เราลงเป็นเบสไว้ จะช่วยให้อายแชร์โด้วสีชมพูเด่นชัดขึ้น เกลี่ยง่ายขึ้นและติดทนมากขึ้นค่ะ

apply-eyeshadow

เราไม่ปัดบรัชออนเพิ่มเพราะสีจากแอชลีย์ ครีม ชีค ช่วยให้พวงแก้มดูสดใสขึ้นและดูเป็นธรรมชาติกว่า และด้วยความที่ฟาดเบ้าตาแน่นม๊ากกกกแล้ว ทำให้เราเลือกจะลงสีให้เบามือกับส่วนอื่นๆค่ะ

เสร็จแล้วค่าาา 🙂

final2

Before – After ความลึกลับคือ ถ้าหลงเข้าไปในดงขนตาของเรา จะหาทางออกไม่เจอค่ะ 5555

before-finalafter

ความรู้สึกหลังจากที่ได้ลองแอชลีย์ ครีม ชีค by Ashley Cosmetics รู้สึกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ค่อนข้างจะใช้ได้สารพัดประโยชน์ค่ะ สามารถพกติดตัวระหว่างวันกันตายได้ ด้วยสีที่มีให้เลือกหลากหลาย นำมาครีเอทได้อีกหลายลุค และเนื้อครีมที่เกลี่ยได้ง่ายไม่ข้นเหนียวจนเกินไป เราให้ 4 เต็ม 5 คะแนนค่ะ แอบหักเรื่องแพคเกจจิ้งนิดนึง เราไม่ค่อยชอบลายดอกไม้เท่าไหร่ค่า

จบ.

#8 [Review] isnackbox ขนมแคลต่ำแต่รสชาติดี๊ดี

สวัสดีค่ะ

เมื่อหลายวันก่อน เห็น โฆษณาเฟสบุค ของขนมแบรนด์นึงเด้งขึ้นมา
ด้วยความสนใจก็เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งเค้าเรียกตัวเองว่า “ร้านขนมสุขภาพออนไลน์”

เราค่อนข้างคุ้นเคยกับขนมสไตล์นี้อยู่ประมาณนึง
ด้วยความที่เราชอบกินพวกผักอบกรอบ กระเจี้ยบอบกรอบ ผลไม้อบกรอบสุญญากาศอยู่แล้วด้วย
ปกติเราจะซื้อในร้านของฝากเป็นประจำเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ก็เลยเผลอตัวเผลอใจ สั่งมาทั้งหมด 5 อย่าง ผ่านทาง inbox เฟสบุคของร้าน
เราสั่งเมื่อวันเสาร์ ได้รับสินค้าวันจันทร์ค่ะ พนักงานมาส่งพร้อมกับเซ็นรับกล่องพัสดุค่ะ

1

เปิดออกมาหน้าตาประมาณนี้ค่ะ ประกอบไปด้วย
– ใบเสร็จ
– สคส ปีใหม่ มุ้งมิ้ง
– กระเจี้ยบกรอบขนาด 35g
– ปลาแองโชวี่อบซอสญี่ปุ่น+อัลมอนด์ 25g
– มันหวานญี่ปุ่นสีเหลือง 35g
– มันหวานญี่ปุ่นสีม่วง 35g
– มันฝรั่งอบกรอบทรงเต๋า 30g
– และที่เราเอะอะที่สุดก็คงเป็น มังคุดกรอบ 25g

2

แต่ละซองก็จะมีข้อมูลแตกต่างกันไป
อย่างกระเจี้ยบกรอบจะมีระบุบอก Nutrition Facts ต่างๆ (110 cal)
No MSG / Gluten Free / Low Fat Healthy Food / High Fiber / No Cholesterol

3

ปลาแองโชวี่อบซอสญี่ปุ่น + อัลมอนด์ ไม่มีบอก Nutrition Facts นะ
แต่จะมีเป็นส่วนผสมแทน หลักๆก็จะเป็น Dried fish 78% / Alomonds 22% ค่ะ
Zero Trans Fat & Cholesteral / Good Source Of Protein & Calcium

4

มันหวานญี่ปุ่นเหลืองและม่วงเป็นความสงสัยในตัวเองของเรามาก
จะสั่งมาทำไมสองสี ทำไมไม่ลองอย่างอื่น
สองถุงนี้ทุกอย่างเท่ากันค่ะ ต่างกันแค่สี มีบอกรายละเอียดของคุณค่าทางโภชณาการต่อซอง
140 Cal / น้ำตาล 2g / ไขมัน 6g / โซเดียม 170 กิโลกรัม(เราว่าเค้าน่าจะเขียนหน่วยโซเดียมผิดนะอันนี้ O_O)
No MSG / No Sugar Added / No Color Added / No Gluten

เราลองกินสีม่วงแล้ว จะกลมๆแห้งๆ รสชาติ เราว่ามันไม่หวาน ถ้าคนไม่ชอบกินหวานนักน่าจะชอบนะ เหมือนมันม่วงจริงๆที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ พกน้ำไว้ด้วยนะ มันแห้งๆกรอบๆ กินแล้วอาจจะคอแห้งได้

65

แพคเกจแปลกกว่าชาวบ้านเลย มันฝรั่งอบกรอบทรงเต๋า
หน้าซองมีข้อมูลแจ้งคุณค่าทางโภชนาการต่อซอง
140 cal / น้ำตาล 2g / ไขมัน 6g / โซเดียม 170 มิลิกรัม
Gluten Free / No Preservatives / 0g. Trans Fat / Rice Bran oil / Omega 3, Omega 6 / No MSG

7

และสุดท้ายค่ะ คือถุงที่ทำให้เราตัดสินใจกดสั่งลงไปอย่างไม่คิด
มังคุดอบกรอบ รู้สึกแปลก อยากรู้ว่ารสชาติจะออกมายังไง
เป็นซองแรกที่เราตัดสินใจแกะกินทันทีที่ได้รับของ ด้วยความอยากรู้ขั้นสุด
ราคาค่อนข้างสูงค่ะ ถุงละ 70 บาท

หน้าซองมีแจ้งว่า Low Fat Healthy Food / Natural 100% / No Preservatives / No Addictive / No Sugar Added
และส่วนประกอบคือ มังคุด 100% ค่ะ
ส่วนตัวจากที่แกะมารู้สึกว่าปริมาณไม่เยอะค่ะ 6-7 ลูก ขนาดไม่ใหญ่มากนัก
รสชาติอร่อยดี  ออกเปรี้ยวนำ ละลายในปาก รสสัมผัสของผลไม้ที่ผ่านกระบวนการสุญญากศจะค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์

8

9

ส่วนตัวคิดว่าราคาสูงในระดับนึง แต่เมื่อเทียบกับคุณสมบัติเปรียบเทียบกับขนมหลายๆยี่ห้อในท้องตลาด เราว่ามันเป็นตัวเลือกที่เรายอมจ่ายเพิ่มนิดหน่อย เพื่อความสุขในการกิน และได้ให้สิ่งที่ดีกว่าสำหรับตัวเอง เราว่ามันเหมาะกับคนที่ชอบกินจุกจิกแต่อยากจะควบคุมน้ำหนัก สิ่งนี้จะช่วยได้มากค่ะ

Isnackbox : Falling for the taste

หรือที่Official Line : @isnackbox
หรือกดลิงค์

http://line.me/ti/p/%40isnackbox

Tel : 094-242-2466

จบ.

#7 [Article] คุณเป็นคนคิดมากเกินไปรึเปล่า? เลิกตัดสินตัวเอง อาจช่วยคุณได้

Dear WP

เราไปเจอบทความนึงน่าสนใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการกับความคิดของเราเอง
อยากบันทึกเก็บไว้อ่าน เพราะเราว่ามันจะใช้ได้กับเราในทุกช่วงอายุ

16194954_1830092217206172_4475629426187759535_n

คุณเป็นคนคิดมากเกินไปรึเปล่า? เลิกตัดสินตัวเอง อาจช่วยคุณได้
.
บางครั้งคนเราก็ชอบหมกมุ่นอยู่กับอดีตที่แก้ไขไม่ได้ ทำให้ต้องเป็นทุกข์ในปัจจุบัน และบางครั้งก็มานั่งกังวลกับปัญหาในอนาคตที่อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้
.
มนุษย์ล้วนทำอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยสติปัญญาของเราแต่บางครั้งเราก็ใช้มันได้ไม่ดีเท่าไหร่ การที่เอาแต่คิดถึงเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือเกิดไปแล้วและแก้อะไรไม่ได้ ส่วนหนึ่งมันก็ทำให้เราเป็นนักแก้ปัญหา แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เรากลายเป็นพวกขี้กังวลไปด้วย
.
การรู้จักคิดคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ก้าวหน้า แต่การคิดมากเกินเหตุก็อาจทำให้เราถอยหลังได้ แน่นอนว่าการคิดวิเคราะห์เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาของมนุษย์ แต่การคิดถึงแต่เรื่องของตัวเองว่า เราเป็นใคร เราเหมาะกับที่ไหน เราถูกเปรียบเทียบอย่างไร กำลังเป็นปัญหาของสังคมสมัยใหม่
.
พฤติกรรมหลายอย่างของเรามิได้เกิดจากการสิ่งที่เป็นอยู่จริงๆ แต่เกิดจากความคิดของเราเองว่า สิ่งที่เป็นอยู่มันเป็นอย่างไร ซึ่งมันอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะเรามักจะไม่ค่อยตัดสินตัวเองอย่างภววิสัย เรามักจะประเมินความสามารถหรือความล้มเหลวของตัวเองเกินเลยกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด แต่พฤติกรรมแบบนี้มีแต่ทำให้เรารู้สึกแย่ไปเปล่าๆ
.
ฉะนั้น แทนที่เราจะมองโลกและประสบการณ์ของเราอย่างที่เราคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราต้องหันมาจัดการกับมันอย่างที่มันเป็นจริงๆ เราจำเป็นต้องตระหนักว่าไอ้ความคิดทำนองนี้นี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกแย่ ไม่ใช่เพราะตัวประสบการณ์ที่เราต้องเจอจริงๆ
.
ส่วนวิธีการปลูกฝังให้ตัวเองหลุดพ้นจากความคิดที่เป็นพิษ ไม่มีประโยชน์ และไร้สาระพวกนี้ เราอาจจะใช้เครื่องหมายบางอย่างเป็นตัวเตือนเราก็ได้เช่น แผ่นโพสต์อิตที่ติดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือข้อความบนพักหน้าจอมือถือ หรืออาจจะเป็นการปลูกฝังพฤติกรรมด้วยการเฝ้าสังเกตเป็นประจำว่า ความคิด 3 อย่างแรกของคุณตั้งแต่ตื่นคิดมาเป็นยังไงบ้าง มันเป็นประโยชน์มั้ย? มันน่าเบื่อ หรือว่ามันออกแนวตัดสิน ลงโทษรึป่าว? ซึ่งเมื่อเราทำได้บ่อยๆ จนเป็นนิสัยก็จะทำให้เราสังเกตเห็นความคิดพวกนี้ได้ โดยไม่หลงเชื่อตามไปด้วย
.
ที่มา:https://www.theguardian.com/…/escape-overthinking-trap-stop…

จาก Facebook The MATTER

 

#6 [Review] Skin Plants : Shea Butter Soft กับปัญหาข้อศอกแห้ง

สวัสดีค่ะะ

เนื่องจากช่วงนี้ปรับการกินน้ำให้น้อยลง แต่ยังทาครีมอยู่เป็นประจำก่อนนอน
ผิวเลยไม่ค่อยแห้งตึงเท่าเมื่อก่อนที่ไม่โบกอะไรเลย เมื่อก่อนเราปาร์ตี้หนักหน่วง ดื่มแอลกอฮอลล์บ่อย
ผิวแห้งกรังมาก ซึ่งในปัจจุบันแม้ว่าผิวจะสภาพดีขึ้นในภาพรวมแล้ว แต่ปัญหาที่เรายังเจอและแก้ไม่หายจริงๆคือ
ช่วงข้อศอก ที่ใช้ครีมยี่ห้อไหนก็เอาไม่อยู่ โบกแล้วโบกอีกก็ยังแห้งเหมือนเดิม

แล้วเราก็ได้เจอกับเจ้าเชียร์บัตเตอร์นี้ของ Skin Plants มันช่วยลดปัญหาความแห้งของผิวเราได้หลายๆจุด ยิ่งเวลาเราอยู่ในห้องแอร์นานๆ และเราเป็นคนหน้ามันช่วงทีโซน ทำให้หน้าเราแห้งเป็นบางจุด เราจะใช้ทาบางๆ บนหน้าก่อนไปทำงานหลังอาบน้ำตอนเช้า ช่วยให้ส่วนที่เรารู้สึกว่าแห้งกร้านดูชุ่มชื่นขึ้น เหมือนได้รับการบำรุงมาอย่างหนักหน่วง เรียกว่าตลับเดียว พกติดตัวไปเลยรู้เรื่อง

productproduct-1-backproduct-1

แบรนด์ Skin Plants เป็นแบรนด์ที่พอเห็นแล้วให้ฟีลแบบออแกนิ๊กออแกนิก ถูกจริตเราอย่างแรง
เจ้า Shea Butter Soft ตัวนี้ เป็น เชียร์บัตเตอร์บริสุทธิ์เข้มข้น 100 % ไม่มีส่วนผสมของขี้ผึ้งเหลวจึงทำให้ออกซิเจนสามารถผ่านผิวได้เป็นอย่างดี ปราศจากส่วนผสมของซิลิโคน แอลกอฮอลล์ สารกันเสีย และไม่มีน้ำหอมค่ะ แต่จะมีกลิ่นอ่อนๆ ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เวลาทาบางๆจะซึมเข้าผิวทันที ซึ่งทางแบรนด์เค้าเคลมมาว่าอ่อนโยนกับผิวที่แพ้ง่าย ไม่ต้องกังวลแม้แต่ผิวของเด็กๆก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

เนื้อสัมผัสจะมีความนุ่มแบบยืดหยุ่น กลิ่นหอมอ่อนๆโดยธรรมชาติ ที่ไม่ได้มาจากน้ำหอม ทาแล้วละลายหายไปเลย สบายผิวดีค่ะ

%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad

พอทาแล้วแปบเดียวเนื้อผลิตภัณฑ์เขาจะกลืนหายไปกับผิวเลยค่ะ

apply

 

 

ข้อศอกด้านซ้ายที่ไม่ได้บำรุงด้วยเชียบัตเตอร์ ซอฟท์

left-before

และข้อศอกด้านขวาบำรุงด้วยเชียบัตเตอร์ ซอฟท์

right-after

หลังจากที่ใช้ เรารู้สึกว่าผิวบริเวณที่ได้ทา เชียบัตเตอร์ ซอฟท์ จะนิ่มขึ้น ชุ่มชื่นขึ้น และให้สัมผัสที่ลื่นมากขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยในเรื่องความขาวนะคะ แต่เรื่องความชุ่มชื่นคือเห็นผลได้อย่างชัดเจนจริงๆค่ะ

02

Skin Plants : Shea Butter Soft

ส่วนประกอบสำคัญ
Butyrospermum Parkii (Shea Butter) Organic 100%

ขนาด 8.5 g

#5 [LifeStyle] วางแผนการกินยังไงให้ชีวิตลงตัว

Dear WP
15698344_10155645993729535_4390764265329572865_n

ทุกคนๆ เคยประสบปัญหากับการกินไม่มากก็น้อย
กินมาก น้ำหนักก็ขึ้น กินน้อยร่างกายก็โหย สุดท้ายก็กินเอาๆๆ จนน้ำหนักขึ้นอยู่ดี

เวลาเราเล่น social ต่างๆ เรามักจะได้เห็นชีวิตการกินของคนรอบตัวอยู่เสมอ
หลายคนมักจะมีเมนูเพื่อสุขภาพ พร้อมแคปชั่น ชั้นจะลดความอ้วน
พร้อมกับภาพ ข้าว1ทัพพี ไก่สีขาวซีดที่น่าจะเป็นไก่ต้ม ผักต้มสุกจนเกือบเละหนึ่งก้อน
เชื่อสิ ว่าคุณก็เคยคิดว่านี่แหละ อาหารคลีน และคนลดน้ำหนักต้องกินแบบนี้นะ

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการปรับตัวเพื่อลดความอ้วนแค่มื้อเดียวมันไม่ผอมหรอก
ต้องกินกันเป็นเดือนๆ เป็นอาทิตย์ๆ เป็นปีๆ
เราเองก็เคยใช้ชีวิตอยู่กับอะไรจืดๆพวกนี้นะ จนที่สุดแล้วตัวเองตะบะแตก
กินยับ ไม่สนโลก ทนไม่ไหว สุดท้ายจบด้วย อ้วนขึ้นแบบงงๆ

วันนี้เราเลยอยากแชร์วิธีที่เราใช้ ไม่เรียกว่าง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป อยากแชร์ให้ลองเอาไปปรับใช้ดู
สำหรับคนที่ต้องทำงานออฟฟิศ หรือเรา ที่ทำงานวันละ 10 ชั่วโมง เข้างาน 10 โมง เลิกงานสี่ทุ่ม
แต่จะได้ผลมั้ย ความใจเย็นและวินัยเป็นสิ่งสำคัญเสมอ มันขึ้นอยู่กับตัวเราทั้งนั้นเลย

บอกก่อนว่าเราเป็นคนไม่กินผักเลย
และเราไม่อยากเรียกอาหารของเราว่าคลีน เพราะความคลีนของแต่ละคนไม่เท่ากัน
บางคนคลีนแค่เป็นไก่ก็คลีนแล้ว บางคนคลีนระดับ micro ต้องไก่ที่ถูกเลี้ยงแบบนี้โตแบบนี้เท่านั้น มันเยอะมากเอาเป็นว่าข้ามเนอะ

และทั้งหมดนี้ เราทำบ้างหลุดบ้าง แต่ก็อยู่กับมันมาได้นานพอสมควรเหมือนกัน

– เราทานข้าวเย็นเร็วขึ้น(เป็นหกโมงจากสี่ทุ่ม) หรือถ้าคิดว่าตัวเองต้องนอนดึก ก็ลองกินห่างจากเวลานอน 4-5 ชั่วโมงนะ
– เราตื่นขึ้นมาทำและดื่มน้ำผักสกัดเย็นทุกวันวันละประมาณ 500ml. ไว้จะมาลงรายละเอียดเรื่องชีวิตที่ไร้ผักมา 25 ปี เกิดอะไรขึ้นบ้างใหม่อีกที
– เราออกกำลังกายด้วยการเดินชันวันละ 30-40 นาที(ไม่รวม Warm up/Cool down อีกอย่างละ 5 นาที) ความชัน 9 ความเร็ว 5.5 บ้าง ความชัน 8 ความเร็ว 6 บ้าง อาทิตย์ละ 3-4 วัน ก่อนอาหารเช้า เราตื่น 7 โมง กินกาแฟดำ(กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล)ก่อน 1 แก้ว แล้วลงไปฟิตเนสเลย แรกๆจะยากนิดนึง แต่พอเริ่มชินจะสดชื่นมากระดับสิบ แต่ๆจะย้ายทั้งหมดไปตอนเย็นก็ได้ เพราะคนส่วนมากเข้างานกันเร็วและเลิกงาน 6 โมงเย็น (แต่ไม่ต้องกินกาแฟดำแล้วนะ เดี๋ยวนอนไม่หลับ) เพียงแต่เรารู้สึกหลงรักการเรียกเหงื่อยามเช้าเข้าแล้วละ เราก็เลยทำมันทุกวี่วันด้วยความฟิน
– เราเลือกให้อาหารมือเช้าเราจืดที่สุด และเป็นมื้อเดียวที่จะจืดขนาดนั้น เราจะกินแซนวิชกับอกไก่ใส่ผักสลัด 4-5 ใบไม่ราดซอสใดๆทั้งสิ้นเพราะมันคือโซเดียม ซึ่งมันสะดวกและรวดเร็วมากๆในวันเร่งรีบ
– ปรับลดกินน้ำเหลือวันละไม่เกิน2ลิตร เราเคยกินน้ำ 4-5 ลิตรต่อวัน ด้วยความที่ไม่กินผัก ทำให้ร่างกายเริ่มขาดวิตามิน หน้าตาเหมือนคนขาดสารอาหาร เราเลยปรับเป็นการจิบทั้งวันแทนการกระดกเป็นอึกใหญ่
– เลี่ยงอาหารผัดมันทอด กินอาหาร 3.5มื้อ ทุกวัน นอกจากมื้อเช้าที่เราจะเน้นเรื่องรสชาติและชนิดเป็นพิเศษ เราจะให้มื้อเที่ยงเป็นมื้อที่สบายๆที่สุด และมือเย็นเป็นมื้อที่จะเลือกกินมากขึ้นหน่อย เลือกไก่แทนหมู ขอน้ำมันน้อยๆ หรือเลือกเป็นแกงจืด แกงส้มแทน มันค่อนข้างซับซ้อนมาก ซึ่งเอาจริงๆทุกๆคนก็พอรู้อยู่แล้วว่าอะไรดีไม่ดี ถ้ามีของสามสิ่งอยู่ตรงหน้า คุณแค่เลือกที่ดีที่สุดในสามสิ่งนั้นก็พอ ไม่จำเป็นต้องโหยหาสิ่งที่สี่ให้เสียเวลาเลยค่ะ
อ๋อ และ มื้อที่ 4 ของเราคือของว่าง เราจะกินอัลมอนด์ 1 ถุง (35กรัม) และกล้วย 1 ใบ อัลมอนด์ถุงในเซเว่นแบบไม่ใส่เกลือค่ะ
– เราต่อยมวยไทยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง และเล่นบอดี้เวทเบาๆไปด้วย กล้ามเนื้อเป็นสิ่งสำคัญมากๆ วันไหนที่เราเลือกจะไม่วิ่ง เราจะให้ความสำคัญกับการเล่นเวทตอนเย็นพร้อมกับต่อยมวยแทน
– เรานอนไม่ต่ำกว่า 7-10 ชั่วโมง เพราะเราตื่น 7 โมงเพื่อไปฟิตเนส นั่นหมายถึงเราต้องย้อนเวลากลับขึ้นไป 7-10 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนอย่างเต็มที่ วิธีง่ายๆคือ เมื่อถึงเวลา วางมือถือคุณลงซะ ตั้ง Do not disturb ไปเลย ปิดไฟ หลับตา เลิกคิดเรื่องต่างๆ แล้วหลับไปให้ถึงวันใหม่ การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ลองดู๊
– เราเลิกปรุงอาหาร มายังไงกินยังงั้น ง่ายๆตามนั้นเลย ปรุงให้น้อยที่สุด เรื่องนี้ง่ายสุดๆแล้วจริงๆ 555
– เราดื่มน้ำขิง ไม่ใส่น้ำตาล วันเว้นวัน ก่อนนอน อันนี้ไม่จำเป็น แต่ถ้าทำได้มันก็ดีค่ะ ช่วยไล่ลมได้ ร่างกายอบอุ่นดี
– เรากำจัดความเครียดด้วยความรวดเร็ว เราไม่จมกับความเครียดและความเศร้ายาวนานนัก เราใช้คติว่าทุกปัญหามีทางออก ความเครียดจะทำให้เรากินเยอะขึ้น เพราะฉะนั้น เราจะระบายความเครียดและทิ้งมันไปพร้อมกับการซ้อมมวยไทยในยิม 😀

ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สุขภาพเราดีขึ้นแบบไม่หักโหม ค่อยเป็นค่อยไป ทุกๆข้อแทบจะต้องค่อยๆทำไปพร้อมๆกัน
ถ้าใจสู้ ร่างกายมันก็สู้ด้วยนั่นแหละ ❤

จบ.